ไฮไลท์จากบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 47

  • March 25, 2026

บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่
ราคา:
3,599,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ รถยนต์รุ่นแรกจากตระกูล Neue Klasse ที่เข้าสู่สายการผลิตเต็มรูปแบบ เป็นรถยนต์ SAV พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดในทุกด้าน นับตั้งแต่

การออกแบบไปจนถึงเทคโนโลยีภายใน พร้อมมอบประสบการณ์ที่ชาญฉลาด เปี่ยมสมรรถนะ และโดดเด่นด้วย

คาแรกเตอร์เฉพาะตัวยิ่งกว่าที่เคย ก่อนจะปูทางไปสู่การเปิดตัวนวัตกรรมจาก Neue Klasse ในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ของ

บีเอ็มดับเบิลยู 

 

บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ สะกดทุกสายตาตั้งแต่แรกเห็นด้วยแนวทางการออกแบบที่ปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด โดยนำเอกลักษณ์ดั้งเดิมของบีเอ็มดับเบิลยูมาตีความจากมุมมองใหม่ที่ล้ำสมัย กระจังหน้าทรงไตคู่ในรุ่นนี้

จัดวางมาในแนวตั้ง คล้ายคลึงกับกระจังหน้าของรถยนต์ Neue Klasse รุ่นดั้งเดิมจากทศวรรษ 1960 ทั้งยังติดตั้ง

ระบบไฟ BMW Iconic Glow มาขับเน้นกรอบกระจังให้เด่นสะดุดตาแทนการใช้กรอบโครเมียมในรุ่นเดิม

 

เมื่อมองจากด้านข้าง บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ โดดเด่นด้วยพื้นผิวตัวถังขนาดใหญ่ ตัดด้วยเส้นสายที่แม่นยำเพื่อสร้างรูปลักษณ์และเหลี่ยมมุมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่นเดียวกับรถยนต์ SAV ในรุ่นก่อนหน้า บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ มีซุ้มล้อทรงเหลี่ยมที่ขับเน้นบุคลิกของตัวรถให้ดูแข็งแกร่งและสง่างาม เข้ากับล้อ BMW Individual aerodynamic ขนาด 22 นิ้วอย่างลงตัว ส่วนไฟท้ายทอดยาวในแนวนอนเข้าสู่จุดกึ่งกลางของตัวรถ ทำให้ส่วนท้ายดู

ทรงพลังและโฉบเฉี่ยว ด้านการใช้งาน iX3 ใหม่ ยังคงพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระสูงสุดถึง 

1,750 ลิตร เมื่อพับพนักพิงเบาะหลังลง และยังมีช่องเก็บของเพิ่มเติมใต้ฝากระโปรงหน้าความจุ 58 ลิตรอีกด้วย

 

ภายในห้องโดยสารของ บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ ยกระดับการออกแบบที่เน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง อันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู ด้วยระบบ BMW Panoramic iDrive ซึ่งพัฒนาขึ้นจากเสียงตอบรับของลูกค้า

ทั่วโลก ข้อมูลจากรถยนต์ที่เชื่อมต่อกว่า 10 ล้านคัน และการศึกษาด้านการใช้งานจริงกับลูกค้ากว่า 3,000 คน ระบบนี้ได้รวบรวมองค์ประกอบหลัก 4 ประการมาไว้ในระบบแสดงผลและควบคุมสั่งการที่มีรูปแบบเฉพาะตัว โดยจะฉายข้อมูลลงบนกระจกหน้าแบบเต็มความกว้าง วางข้อมูลสำคัญสำหรับการขับขี่ไว้ในระยะสายตาของผู้ขับขี่ และเปิดให้สามารถปรับเปลี่ยนและเลือกเนื้อหาในส่วนกลางและฝั่งผู้โดยสารได้ตามความต้องการ ส่วนนวัตกรรมจอแสดงผล BMW 3D Head-Up Display ติดตั้งอยู่เหนือ BMW Panoramic Vision ทางฝั่งผู้ขับขี่ เพื่อแสดงข้อมูลเส้นทางเป็นภาพสามมิติพร้อมมิติความลึก

 

ระบบ BMW Panoramic iDrive ทำงานบน BMW Operating System X ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งมอบขอบเขตการปรับแต่งส่วนบุคคลอย่างกว้างขวางผ่านบัญชีผู้ใช้ BMW ID ทั้งยังรองรับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ ฟังก์ชันดิจิทัลที่หลากหลาย และการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชัน My BMW ทั้งยังพร้อมรองรับเทคโนโลยีในอนาคตผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์จากบีเอ็มดับเบิลยูอีกด้วย

 

นอกเหนือจากประสบการณ์ดิจิทัลแล้ว ภายในห้องโดยสารของ BMW iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ ยังให้พื้นที่กว้างขวางเป็นพิเศษสำหรับผู้โดยสารทั้งห้าที่นั่ง แผงหน้าปัดแบบลอยตัวของ BMW Panoramic iDrive เชื่อมต่อโดยตรงกับแผงบุประตูขนาดใหญ่ สร้างเอฟเฟกต์โอบล้อมผู้โดยสาร แสงไฟบรรยากาศภายในห้องโดยสาร ผสานกับหน้าต่างบานใหญ่และหลังคากระจกพาโนรามาพร้อมระบบป้องกันความร้อนจากแสงอาทิตย์ ช่วยสร้างบรรยากาศที่

สว่างไสว ด้วยแพ็กเกจ M Sport ที่ติดตั้งมาให้ รูปลักษณ์ที่สปอร์ตของ iX3 ใหม่จึงถูกเน้นย้ำด้วยเบาะนั่ง M Sport และพวงมาลัย M ภายในห้องโดยสาร ในขณะที่ภายนอกโดดเด่นด้วยการตกแต่งสีดำเงา (Black high-gloss accents)

 

ส่วนหน้าจอแสดงผลกลาง จัดวางในรูปแบบที่ยกตัวออกมาจากแผงคอนโซลหน้า ใช้งานได้สะดวกด้วยตำแหน่ง

การติดตั้งที่ไม่ไกลจากพวงมาลัย และแสดงภาพได้คมชัดด้วยเทคโนโลยี Matrix Backlight ผู้ขับขี่เข้าถึงฟังก์ชันต่างๆ ที่เรียกใช้งานเป็นประจำได้ผ่านวิดเจ็ต QuickSelect ที่จัดเรียงเป็นแถวแนวตั้งในฝั่งขวามือ โดยไม่ต้องเข้าเมนูหลายชั้น ส่วนพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชันดีไซน์ใหม่ ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมปุ่มควบคุม พร้อมรับคำสั่งจากผู้ขับขี่และแจ้งเตือนถึงฟังก์ชันต่างๆ ด้วยผิวสัมผัสของตัวปุ่มเอง ไฟส่องสว่างใต้ปุ่ม และระบบสั่น (haptic feedback) ที่ตอบสนองต่อการสัมผัส ทั้งนี้ ระบบ BMW Panoramic iDrive รับบทบาทเป็นศูนย์กลางที่ช่วยให้ทั้งหน้าจอ องค์ประกอบงานออกแบบภายใน พร้อมด้วยแสงและเสียงภายในห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ผสานเป็นหนึ่ง พร้อมรองรับการปรับแต่งให้ตรงตามความต้องการผ่านฟังก์ชัน My Modes นอกจากนี้ ระบบเสียงสังเคราะห์ประกอบการขับขี่ BMW HypersonX ที่สรรสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดสำหรับรถยนต์ Neue Klasse ยังพร้อมเสริมบรรยากาศและความเร้าใจในทุกการเดินทาง

 

นอกเหนือจากเทคโนโลยีดิจิทัลแล้ว ห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ ยังมอบพื้นที่กว้างขวางโอ่อ่าในทุกที่นั่ง โดยแผงหน้าปัดแบบลอยตัวของระบบ BMW Panoramic iDrive ทอดยาวตามแนวกระจกหน้ามาเชื่อมกับบานประตูได้อย่างพอดี สร้างบรรยากาศของห้องโดยสารที่โอบล้อมทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารแบบรอบด้าน ส่วนระบบไฟตกแต่งภายใน พร้อมด้วยหน้าต่างบานใหญ่และหลังคากระจกพาโนรามาแบบกันความร้อน ช่วยสร้างบรรยากาศที่ยิ่งดูโอ่โถงและสว่างไสว แพ็กเกจ M Sport ที่ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานในรุ่นนี้ ยิ่งตอกย้ำรูปลักษณ์อัน ปราดเปรียวของ iX3 ใหม่ ด้วยเบาะนั่ง M Sport และพวงมาลัยแบบ M ภายในห้องโดยสาร คู่ไปกับชุดแต่งสีดำเงา Black high-gloss ที่ด้านนอก

 

 

ในด้านสมรรถนะและการขับขี่ บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ มาพร้อมกับเทคโนโลยี BMW eDrive เจเนอเรชันที่ 6 ซึ่งพัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์ Neue Klasse โดยเฉพาะ ประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง แบตเตอรี่แรงดันสูง แบบใหม่ที่ใช้เซลล์ทรงกระบอก และเทคโนโลยีการชาร์จไฟระดับ 800 โวลต์ ทั้งหมดนี้ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู iX3  50 xDrive M Sport ใหม่ สามารถส่งพละกำลังมหาศาลถึง 345 กิโลวัตต์ / 469 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 645  นิวตันเมตร จากมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ลงสู่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ จึงพารถพุ่งทะยานจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 4.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นสำหรับ Neue Klasse นี้ ช่วยลดการสูญเสียพลังงานลงถึง 40% ลดน้ำหนักลง 10% และลดต้นทุนการผลิตลง 20% เมื่อเทียบกับระบบ BMW eDrive เจเนอเรชันที่ 5

 

แบตเตอรี่ของบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ เพิ่มปริมาณพลังงานต่อเซลล์ขึ้นราว 20% และยังชาร์จได้เร็วขึ้นถึง 30% ด้วยความจุแบตเตอรี่รวม 108.7 กิโลวัตต์-ชั่วโมง iX3 รุ่นนี้จึงสามารถเดินทางได้สูงสุดถึง 805 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟ หนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP และเมื่อใช้บริการจากสถานีชาร์จความเร็วสูงแบบไฟฟ้ากระแสตรง (DC) 800 โวลต์ บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ สามารถชาร์จแบตเตอรี่ที่กำลังไฟสูงสุดถึง 400 กิโลวัตต์ ซึ่งทำให้สามารถเพิ่มระยะทางขับขี่ได้ถึง 372 กิโลเมตรเมื่อจอดชาร์จเพียง 10 นาที ขณะที่การชาร์จจาก 10% ถึง 80% ใช้เวลาเพียง 21 นาทีเท่านั้น

 

ระบบส่งกำลังและการควบคุมที่แม่นยำในทุกจังหวะของบีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ ขับเคลื่อนโดยระบบที่มีชื่อว่า “Heart of Joy” ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่คอมพิวเตอร์ระดับ “Superbrain” ที่ควบคุมระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในรถยนต์ Neue Klasse ทุกรุ่น ชุดควบคุมสมรรถนะสูงนี้รับผิดชอบดูแลระบบส่งกำลัง เบรก ระบบหมุนเวียนพลังงาน และฟังก์ชันย่อยที่สนับสนุนการบังคับพวงมาลัย โดยสามารถประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่าชุดควบคุมทั่วไปถึง 10 เท่า  เมื่อผนวกรวมกับซอฟต์แวร์ BMW Dynamic Performance Control ที่พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด Heart of Joy สามารถพิจารณาและคิดคำนวณตัวแปรต่างๆ จากสภาวะขณะขับขี่จริงได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำกว่าใคร เสริมให้ตัวรถตอบสนองต่อทุกสัมผัสของคันเร่ง แป้นเบรก และพวงมาลัยอย่างแม่นยำและมั่นใจ นอกจากนี้ Heart of Joy ยังอยู่เบื้องหลังฟังก์ชัน Soft Stop ที่ช่วยให้ iX3 ใหม่ สามารถหยุดรถได้อย่างนุ่มนวลกว่าบีเอ็มดับเบิลยูทุกรุ่นที่ผ่านมา

 

ระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงระดับ “Superbrain” อีกตัวหนึ่งในบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ ทำหน้าที่ควบคุมฟังก์ชันอัตโนมัติทั้งหมดสำหรับการขับขี่และจอดรถ ด้วยพลังประมวลผลที่เหนือกว่าชุดควบคุมแบบเดิมถึง 20 เท่า ระบบควบคุมนี้จึงยกระดับฟังก์ชันการช่วยเหลือผู้ขับขี่ในรถยนต์ Neue Klasse ทุกรุ่นให้เหนือชั้นกว่าเดิม โดยในบีเอ็ม ดับเบิลยู iX3 ใหม่ เทคโนโลยี BMW Symbiotic Drive จะนำการควบคุมของผู้ขับขี่มาผสานเข้ากับซอฟต์แวร์ที่ใช้เทคโนโลยี AI ตัวอย่างเช่นระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ที่จะไม่ปิดตัวลงทันทีที่แตะเบรกเบาๆ แต่จะหยุดทำงานเมื่อเหยียบเบรกแรงขึ้น ส่วนระบบที่ช่วยคุมตัวรถให้อยู่ในเลน จะยังทำงานอยู่แม้ผู้ขับขี่จะหมุนพวงมาลัยเล็กน้อย นอกจากนี้ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อื่นๆ ที่ติดตั้งมาให้ในรถยนต์ Neue Klasse ยังรวมถึง BMW Motorway Assistant ที่ช่วยควบคุมพวงมาลัยแบบอัตโนมัติขณะขับขี่บนมอเตอร์เวย์ และ BMW City Assistant ที่สามารถตรวจจับสัญญาณไฟจราจรเพื่อหยุดและเดินรถได้ตามสถานการณ์

 

นอกจากการสร้างนิยามใหม่ของสุนทรียภาพแห่งการขับขี่ในทุกมิติ บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ ยังนำแนวคิดด้านความยั่งยืนและการหมุนเวียนทรัพยากรของรถยนต์ในเจเนอเรชัน Neue Klasse มาปรับใช้จริง ซึ่งส่งผลให้รถยนต์รุ่นนี้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลดลงถึง 34% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยคำนวณจากการขับขี่เป็นระยะทาง 200,000 กิโลเมตร ความแตกต่างนี้เกิดขึ้นจากมาตรการด้านความยั่งยืนที่ทำมาปรับใช้ในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็น การเลือกใช้วัตถุดิบทดแทน (secondary raw materials) ราวหนึ่งในสามของทั้งหมด หรือการปรับกระบวนการทำงานในทุกขั้นตอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน เช่นการผลิตและขนส่งตัวรถ ให้ลดการปล่อยมลพิษคาร์บอนลงถึง 35%

 

บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ และนวัตกรรมสุดล้ำสมัยของ Neue Klasse พร้อมอวดโฉมบนท้องถนนประเทศไทยด้วยตัวเลือกสีตัวถัง 6 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน Ocean Wave Blue Metallic (พร้อมห้องโดยสารในโทนสีดำ),  สีเทา Brooklyn Grey Metallic, สีเทา Polarised Grey Metallic, สีดำ Black Sapphire Metallic, สีขาว Alpine White Solid และสีเงิน Space Silver Metallic (ทั้งหมดมาพร้อมห้องโดยสารในสีน้ำตาล Castanea)

 

 

บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ รุ่นประกอบในประเทศ

ราคา: 3,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)

 

รถซีดานหรูระดับผู้บริหารที่นำพาบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 เข้าสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว กลับมาอีกครั้งแบบเหนือกว่าเดิมในบีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ ที่เป็นผลงานการประกอบในประเทศ ณ โรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จังหวัดระยอง โดย i5 รุ่นล่าสุดนี้ ยังคงเปี่ยมด้วยความสง่างามที่ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน ผสานกับสมรรถนะอันยอดเยี่ยมและการตอบสนองที่ฉับไวจากขุมพลังไฟฟ้าล้วน ซึ่งได้รับการยกระดับให้ใช้พลังงานเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมขับขี่ได้ระยะทางไกล กว่าที่เคย

 

บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ มาพร้อมนวัตกรรมทางเทคนิคด้วยการใช้ชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ที่ผลิตจากซิลิคอนคาร์ไบด์ (SiC) ในระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังเป็นครั้งแรก เทคโนโลยีนี้ช่วยลดการใช้พลังงานของระบบไฟฟ้าต่างๆ และส่งผลให้ระยะทางการขับขี่สูงสุดเพิ่มขึ้นอีก 45 กิโลเมตร ทำให้ i5 ใหม่ สามารถขับขี่ได้ไกลถึง 627 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP นอกจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ ยังมาพร้อมกับแพ็คเกจ AC Charging Professional เป็นมาตรฐาน รองรับการชาร์จแบบกระแสสลับ (AC) ได้สูงสุดถึง 22 กิโลวัตต์ ณ สถานีชาร์จที่รองรับหรือที่บ้าน เพื่อประสบการณ์การชาร์จที่เหมาะสมที่สุด

 

ส่วนในด้านสมรรถนะ บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ ยังขับสนุกเช่นเคยด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหลังอันทรงพลัง นำทัพโดยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้พละกำลังสูงสุด 250 กิโลวัตต์ / 340 แรงม้า และแรงบิด 400 นิวตันเมตรเมื่อเปิดใช้งานระบบ Sport Boost หรือ Launch Control มอเตอร์ตัวนี้จะสามารถเพิ่มแรงบิดสูงสุดขึ้นเป็น 430 นิวตันเมตร  ซึ่งทำให้ i5 รุ่นนี้เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.0 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 193 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยยังคงความแม่นยำและการทรงตัวที่ยอดเยี่ยมด้วยช่วงล่าง Adaptive Suspension Professional ที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน

 

รูปลักษณ์ภายนอกของบีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ เติมบุคลิกความสปอร์ตมาเต็มขั้นด้วยชุดแต่ง M Sport ซึ่งประกอบด้วยสปอยเลอร์หลังดีไซน์ M สีเดียวกับตัวรถ คาลิเปอร์เบรก M Sport สีน้ำเงิน Dark Blue Metallic และล้ออัลลอย M Aerodynamic ขนาด 20 นิ้ว ส่วนภายในห้องโดยสาร ปรับดีไซน์ให้สดใหม่และโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยเบาะหนัง Merino ใหม่ พร้อมชุดแต่ง Dark Silver M ที่ผสมผสานวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์และเส้นสายสีเงินไว้ในพื้นผิวต่างๆ ทั่วห้องโดยสาร และระบบเสียงรอบทิศทาง Bowers & Wilkins ที่จะมอบความสุนทรีย์ในทุกการเดินทาง

 

ในด้านเทคโนโลยี บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ Driving Assistant Professional ที่มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยสูงสุด ผ่านฟังก์ชันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยควบคุมพวงมาลัยและการเปลี่ยนเลน (Steering and Lane Change Assist), ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชัน Stop & Go (Active Cruise Control with Stop & Go function) และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ระบบช่วยจอดรถ Parking Assistant Plus พร้อมกล้องมองรอบทิศทาง ยังช่วยให้การจอดรถเป็นเรื่องง่าย ข้อมูลและฟังก์ชันต่างๆ ทั้งหมดนี้ แสดงผลและควบคุมได้ผ่านหน้าจอขนาด 12.3 นิ้วที่ติดตั้งอยู่หน้าผู้ขับขี่ และจอแสดงผล Control Display ขนาด 14.9 นิ้ว พร้อมเทคโนโลยี BMW Head-Up Display ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รับทราบข้อมูลต่างๆ ได้โดยไม่ต้อง ละสายตาจากท้องถนน

 

บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ พร้อมให้เป็นเจ้าของแล้ววันนี้ โดยมีให้เลือก 5 สี ได้แก่ ดำ Black Sapphire Metallic, ขาว Mineral White Metallic, เทา Brooklyn Grey Metallic (พร้อมห้องโดยสารตกแต่งด้วยหนัง BMW Individual Merino ในสีน้ำตาล Copper Brown / เทา Atlas Grey), น้ำเงิน Phytonic Blue Metallic และเขียว Cape York Green Metallic (พร้อมห้องโดยสารตกแต่งด้วยหนัง BMW Individual Merino ในสี ดำ / เทา Atlas Grey)

 

บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport M Performance Edition ใหม่

ราคา: 2,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)

 

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 มุ่งหน้าสู่เวทีมอเตอร์โชว์กับรุ่นพิเศษที่มาพร้อมกับชุดแต่งสปอร์ตเต็มขั้น จำกัดจำนวนเพียง 33 คันในประเทศไทย โดยบีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport M Performance Edition ใหม่ สานต่อความยอดเยี่ยมของบีเอ็มดับเบิลยู 330e รุ่นมาตรฐาน ทั้งในด้านความคล่องตัวในการขับขี่ และสมรรถนะทรงพลังจากระบบขับเคลื่อนแบบปลั๊กอินไฮบริด ด้วยรูปโฉมใหม่ที่เติมความโฉบเฉี่ยวไปอีกขั้น จากชุดแต่งแบบรอบคันที่คัดสรรทุกชิ้นส่วนมาเสริมมาดความแรงในสไตล์ M

 

บุคลิกความสปอร์ตที่เหนือกว่าของบีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport M Performance Edition ใหม่ สัมผัสได้ในทุกมุมมอง เริ่มจากกระจังหน้าทรงไตคู่ที่มาในวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ เช่นเดียวกับชุดสปอยเลอร์หน้า พร้อมด้วยห่วงยึดสายลากจูง ด้านข้างรถ ประดับโลโก้ M สีดำเงาที่ตำแหน่งเหนือฝาปิดช่องชาร์จ ฝาครอบกระจกที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ และสเกิร์ตสีดำเงา เข้าชุดกับล้ออัลลอย M ขนาด 19 นิ้ว ดีไซน์แบบ Double Spoke 995 M Bicolour ที่มาจากบีเอ็มดับเบิลยู 330e รุ่นมาตรฐาน เช่นเดียวกับคาลิเปอร์เบรกสีแดงที่เด่นสะดุดตา

 

ด้านท้ายรถ มีสปอยเลอร์หลังแบบคาร์บอนไฟเบอร์มาเสริมความสปอร์ต คู่ไปกับชุดแต่งกันชนท้ายสีดำเงา พร้อมด้วยดิฟฟืวเซอร์หลังและชุดแต่งท่อไอเสียแบบคาร์บอนไฟเบอร์ และฝาครอบเสาอากาศบนหลังคารถที่ใช้วัสดุเส้นใยอรามิด ที่เสริมมาดความแรงได้เข้มข้นไม่แพ้รถยนต์ตระกูล M ที่เป็นแรงบันดาลใจของรุ่นนี้

 

บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport M Performance Edition ยังขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบไฮบริดที่ผ่านการพิสูจน์สมรรถนะมาแล้ว ด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตรและมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังรวมสูงสุด 215 กิโลวัตต์ / 292 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร จึงสามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 5.9 วินาที พร้อมรองรับการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าเพื่อความยืดหยุ่นสูงสุด พร้อมใช้พลังงานเต็มประสิทธิภาพในทุกการเดินทาง

 

บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport M Performance Edition มีจำหน่ายในจำนวนจำกัดเพียง 33 คัน พร้อมออกโลดแล่นในลุคพิเศษสุดที่งานมอเตอร์โชว์ในราคาเทียบเท่ากับบีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport รุ่นมาตรฐาน โดยมีให้เลือกในสีขาว Mineral White Metallic, ดำ Black Sapphire Metallic, น้ำเงิน Portimao Blue Metallic และเทา Brooklyn Grey Metallic

 

มินิ John Cooper Works Electric 1965 Victory Edition
(ราคารอประกาศอย่างเป็นทางการ)

อีกหนึ่งมินิรุ่นพิเศษที่มาเผยโฉมในงานมอเตอร์โชว์ ออกแบบมาเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของมินิในวงการมอเตอร์สปอร์ต โดยมีจำหน่ายในจำนวนจำกัดเพียง 65 คันเท่านั้น รุ่นพิเศษ 1965 Victory Edition คันนี้ เป็นโฉมใหม่ของมินิไฟฟ้าตัวแรง John Cooper Works Electric ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากมินิคลาสสิกที่ขับโดยติโมมัคคิเน่น และพอล อีสเตอร์ เมื่อครั้งที่สามารถคว้าแชมป์รายการมอนติคาร์โล แรลลี่มาครองได้ในปี 1965

 

รายละเอียดมากมายในรุ่น 1965 Victory Edition นี้ ออกแบบมาเพื่อเป็นเกียรติแก่ชัยชนะระดับตำนานที่โมนาโก เริ่มจากตัวถังที่เด่นสะดุดตาในสีแดง Chili Red แต่งแถบสีขาวที่ทอดยาวตลอดคัน เข้าคู่กับฝาครอบกระจกสีขาว กราฟิกตัวเลข “52” สีขาว ซึ่งเป็นหมายเลขที่มินิคลาสสิกคันต้นแบบใช้ลงแข่ง ปรากฏอยู่บนทั้งสองข้างของตัวรถ พร้อมด้วยสติกเกอร์เลขปี “1965” บนเสาซี ส่วนล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วแบบ JCW Mastery Spoke สีดำ มอบบุคลิกที่เปี่ยมพลังให้กับมินิรุ่นพิเศษนี้ พร้อมเสริมความโฉบเฉี่ยวขึ้นไปอีกด้วยดุมลอแบบลอยและวาล์วสลักลาย JCW

 

เมื่อเปิดประตูรถ จะได้เห็นขอบประตูด้านล่างที่แต่งด้วยตัวเลข “1965” สีขาวบนพื้นหลังสีแดง-ดำ เสริมบรรยากาศความแรงแบบมอเตอร์สปอร์ตให้เข้มข้น ส่วนขอบด้านในของบานประตูยังมีป้ายข้อความระบุชื่อของรถคันดั้งเดิมและสองนักขับ มัคคิเน่น-อีสเตอร์ ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยสีดำ-แดงทั้งหมด พร้อมด้วยรายละเอียดสุดพิเศษเฉพาะตัวสำหรับรุ่นนี้ เช่นตัวเลข “1965” บนก้านพวงมาลัยที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาและกล่องเก็บของระหว่างเบาะหน้า ขณะที่กุญแจรถก็มีตัวเลข “52” ประดับอยู่ด้วยเช่นกัน

 

มินิ John Cooper Works Electric 1965 Victory Edition มอบสมรรถนะที่สมศักดิ์ศรีกับความสำเร็จของมินิคันดั้งเดิม ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ส่งกำลังได้สูงสุดถึง 190 กิโลวัตต์ / 258 แรงม้า ให้อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 5.9 วินาทีเท่านั้น

 

 

มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition ใหม่

ราคา: 1,899,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)

มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition โดดเด่นด้วยการผสานดีไซน์เฉพาะตัวของมินิ เข้ากับสไตล์ที่โดดเด่นของพอล สมิธ ได้อย่างลงตัว ผ่านตัวถังสีพิเศษ การตกแต่งด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว และรายละเอียดรอบคันที่โดดเด่นมีชีวิตชีวา พร้อมดึงเอกลักษณ์และประวัติศาสตร์ของทั้งสองแบรนด์ให้ออกมาโลดแล่นเคียงข้างกันได้อย่างลงตัว

รุ่นพิเศษ Paul Smith Edition พร้อมให้เลือกเป็นเจ้าของใน 3 สี โดยมี 2 สีพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ได้แก่ สีเทา Statement Grey ซึ่งมีที่มาจากสีเทาสุดคลาสสิกของมินิ ออสติน เซเว่น รุ่นปี 1959 และสีขาว Inspired White ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสีเบจยอดนิยมที่พบได้ในมินิคลาสสิกหลายรุ่น ก่อนจะปิดท้ายด้วยสีดำ Midnight Black Metallic ที่โฉบเฉี่ยวตามเจเนอเรชันปัจจุบัน

 

ไม่ว่าจะเลือกจับจองรุ่นพิเศษนี้ในสีไหน มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition จะมาพร้อมกับอีกหนึ่งเอกลักษณ์เฉพาะรุ่นอย่างหลังคาสีเขียว Nottingham Green พร้อมแต่งแถบสี Signature Stripe อันโด่งดังของพอล สมิธ ที่ขอบหลังคาฝั่งคนขับ โดยสีเขียว Nottingham Green นี้ เป็นสีพิเศษที่สื่อถึงบ้านเกิดของเซอร์พอล สมิธ โดยยังปรากฏอยู่บนกระจกมองข้าง กระจังหน้าทรงแปดเหลี่ยม และฝาครอบดุมล้อที่แต่งตัวอักษร Paul Smith อีกด้วย

 

มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition โดดเด่นด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย Night Flash Spoke สีดำ ตัดกับสี Dark Steel โลโก้มินิที่ด้านหน้าและด้านหลังมาในสีใหม่ Black Blue เข้ากับโทนสีของพอล สมิธ และมินิ ส่วนมือจับประตูหลังสีดำด้านท้ายรถก็ตกแต่งด้วยลายเซ็นของพอล สมิธ สะท้อนถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่อยู่เบื้องหลังงานออกแบบของรถคันนี้

 

ภายในห้องโดยสารตกแต่งอย่างทันสมัย ด้วยพื้นผิวถักสีดำบนแผงคอนโซลและแผงประตู โดยพื้นผิวคอนโซลหน้ามีลวดลายแถบสีโทนดำตัดเทาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเนื้อผ้าในงานออกแบบของพอล สมิธ เบาะนั่งสปอร์ตสีน้ำเงิน Nightshade Blue ใช้วัสดุ Vescin และตกแต่งด้วยผ้าถักบริเวณไหล่และพนักพิงศีรษะ พวงมาลัยตกแต่งด้วยแถบผ้าที่มีแถบสีสดใส ซึ่งถอดแบบมาจากองค์ประกอบดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของพอล สมิธ

 

หน้าจอแสดงผลทรงกลมบริเวณกลางคอนโซล มาพร้อมภาพแบ็คกราวด์ลายพอล สมิธ ให้เลือกใช้ได้ 3 ภาพในโหมด Personal และเมื่อเปิดประตูรถ ผู้ขับขี่และผู้โดยสารเบาะหน้าจะได้รับการต้อนรับด้วยไฟโปรเจกเตอร์ที่ฉายคำว่า 'Hello' ในรูปแบบลายมือลงที่พื้น ส่วนกรอบประตูรถด้านล่างก็ยังตกแต่งด้วยข้อความ ‘Every day is a new beginning’ ซึ่งเป็นคติประจำใจของพอล สมิธ ขณะที่พรมปูพื้นในห้องโดยสารมาพร้อมกับกราฟิกรูปกระต่าย จากฝีมือการวาดของเซอร์ พอล สมิธ อีกด้วย

 

ในด้านสมรรถนะ มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition มอบความสนุกด้วยการขับขี่ “Go-Kart Feeling” เต็มพิกัดเช่นเดียวกับรุ่นมาตรฐาน ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ส่งกำลังได้สูงสุด 218 แรงม้า / 160 กิโลวัตต์ ลงสู่ล้อหน้า สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีระยะทางขับขี่สูงสุดประมาณ 402 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP)

 

 

บีเอ็มดับเบิลยู R 12 G/S ใหม่
(ราคาประกาศภายในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47)

 

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด นำอีกหนึ่งตำนานจากอดีตอย่างตัวอักษร G/S ซึ่งย่อมาจาก Gelände/Straße (ออฟโรด/ถนน) มาเยือนงานมอเตอร์โชว์ในปีนี้ ผ่านรุ่นใหม่อย่างบีเอ็มดับเบิลยู R 12 G/S ที่สืบทอดเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรุ่นคลาสสิกอย่างบีเอ็มดับเบิลยู R 80 G/S ในอดีต ก่อนจะนำมาถ่ายทอดในแบบล้ำสมัย แต่รักษาไว้ซึ่งสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมทั้งบนท้องถนนและบนเส้นทางออฟโรด

 

งานออกแบบของบีเอ็มดับเบิลยู R 12 G/S ใหม่ มีหลายองค์ประกอบที่ต่อยอดจากรุ่นดั้งเดิมอย่าง R 80 G/S โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นฝาครอบล้อหน้าทรงสูง ล้อแบบ cross-spoke สีทอง และแฟริ่งหน้าที่กะทัดรัดและเพรียวลม ส่วนการจัดวางแฮนด์ ที่วางเท้า และเบาะหนัง เรียงกันเป็นรูปสามเหลี่ยมที่พอเหมาะพอดีสำหรับร่างกายของผู้ขับขี่ จึงช่วยเสริมการควบคุมให้แม่นยำที่สุด ทั้งในท่านั่งและท่ายืน ถังน้ำมันเหล็กกล้าขนาด 15.5 ลิตร มีรูปทรงที่พอดีกับเข่าทั้งสองข้างของผู้ขับขี่ ส่วนเบาะหน้าติดตั้งมาที่ระดับความสูง 860 มิลลิเมตร ให้ตัวรถมีบุคลิกที่ชัดเจน พร้อมโลดแล่นไปในทุกเส้นทาง

 

หัวใจของบีเอ็มดับเบิลยู R 12 G/S ใหม่ คือเครื่องยนต์บ็อกเซอร์สองสูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศและน้ำมัน ขนาด 1,170 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 80 กิโลวัตต์ / 109 แรงม้า ที่ 7,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 115 นิวตัน-เมตร ที่ 6,500 รอบ/นาที พร้อมส่งกำลังไปยังล้อหลังผ่านเกียร์ 6 สปีด ส่วนตัวรถมีท่อเหล็กกล้าชิ้นเดียว (one-piece tubular bridge steel) เป็นแกนกลางของโครงสร้าง ส่วนหัวแกนบังคับเลี้ยวที่ส่วนหน้า ติดตั้งมาในตำแหน่งยกสูง ให้มุมเลี้ยวได้กว้างถึง 42 องศาเพื่อความคล่องตัวขณะขับขี่ออฟโรด ระบบกันสะเทือนหน้าและหลังมีระยะยุบตัว 210 มม. และ 200 มม. ตามลำดับ เพื่อรับแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้นในการขับขี่สไตล์เอ็นดูโร เข้าคู่กับล้อหน้าขนาด 21 นิ้วและล้อหลังขนาด 17 นิ้วได้อย่างลงตัว

 

ส่วนนวัตกรรมและระบบอำนวยความสะดวก ก็มาแบบครบชุดในบีเอ็มดับเบิลยู R 12 G/S ใหม่ มีทั้งโหมดการขับขี่ 3 โหมด (Rain, Road และ Enduro) ระบบ Dynamic Traction Control (DTC) ระบบควบคุมแรงบิดขณะเครื่องยนต์หน่วง (MSR) เบรก BMW Motorrad ABS Pro ที่ปรับการทำงานตามมุมเอียงของรถเพื่อความปลอดภัยขณะเข้าโค้ง ระบบช่วยออกตัวบนทางลาด (HTC) ระบบเข้าเกียร์ Gearshift Assist Pro ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control และแฮนด์แบบมีระบบทำความร้อนในตัว นอกจากนี้ R 12 G/S ใหม่ ยังติดตั้งเบาะหลังมาเพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้โดยสาร พร้อมเสริมความมั่นใจขณะขับขี่ยิ่งขึ้นไปอีกด้วยระบบตรวจสอบแรงดันยาง (RDC) ที่สามารถแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ได้

 

บีเอ็มดับเบิลยู R 12 G/S ใหม่ พร้อมให้เลือกเป็นเจ้าของในสองสี ได้แก่ ขาว Light White และ น้ำตาล Option 719 Sandrover Matt โดยรุ่นสี Option 719 จะมาพร้อมอุปกรณ์พิเศษเฉพาะรุ่น ได้แก่ชุดแต่งอลูมิเนียม Option 719 Shadow Billet Pack II ระบบไฟหน้า LED แบบปรับได้ Headlight Pro ฟังก์ชันเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ConnectedRide Control และท่อไอเสียชุบโครเมียมวาววับ